วันที่ 24 เมษายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ได้จัดสัมมนาไฮไลต์ในงานประชุมวิชาการประจำปี (NAC2026) ภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” เพื่อเร่งหาทางรอดให้เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศและกติกาการค้าโลกใหม่ที่ท้าทาย
โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน” เปิดเผยข้อมูลประเมินความเสี่ยงระบุถึงความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศของประเทสไทย ซึ่งถูกจัดอยู่ในอันดับ 17 จาก 197 ประเทศทั่วโลก พร้อมชี้ว่าหากเราละเลยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะ GDP หดตัว 7-14% ภายในปี 2050 ทั้งนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัวให้สอดรับกับบริบทโลก ทั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero โดยภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกลไกและกติกาที่ชัดเจน อาทิ การพัฒนาตลาดคาร์บอน เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ควบคู่กับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคส่วนที่เปราะบาง
ในช่วงเสวนาว่าด้วยการปลดล็อกระบบการเงินสู่ Net Zero คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจการยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ได้เปิดเผยตัวเลขประเมินความเสี่ยงว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3.2 องศาเซลเซียส มูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอาจสูงถึง 44% ของ GDP การรับมือจึงต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงปีละ 3.6 แสนล้านบาท โดยเสนอโมเดล 4x Multiplier ที่ใช้เงินภาครัฐเป็นตัวเร่งดึงทุนเอกชนเข้ามาเสริม และเสนอให้มีการปรับโมเดลประเมินมูลค่าบริษัท (Enterprise Value) โดยให้ธุรกิจสีเขียวได้รับ "Green Premium" เพื่อใช้กลไกตลาดผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบบัญชีและสินทรัพย์ ขณะที่ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC ในฐานะผู้ดำเนินรายการ เตือนถึงผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจซ้ำเติมให้ต้นทุนพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทางด้านภาคอุตสาหกรรม ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยกกรณีศึกษา ‘อุตสาหกรรมสกรู’ ที่เริ่มถูกระงับออร์เดอร์จากยุโรปเนื่องจากความกังวลเรื่องภาษี CBAM ที่อาจสูงถึง 230 ยูโรต่อตัน สอดคล้องกับ ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน ประเมินว่าไทยเสี่ยงสูญเสียเม็ดเงินกว่า 2.3 ล้านล้านบาทให้คู่แข่งอย่างเวียดนาม หากไม่เร่งปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง เช่น การปลดล็อกใบอนุญาต รง.4 เพื่อเอื้อต่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ไทย คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอแนวทาง Thailand Taxonomy เพื่อใช้เป็นพจนานุกรมกลางในการจัดหมวดหมู่ธุรกิจ มุ่งเน้นไปที่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ พลังงาน ขนส่ง เกษตร ก่อสร้าง การผลิต และการจัดการของเสีย โดยใช้เกณฑ์ระบบสัญญาณไฟจราจรเข้ามาประเมินสถานะธุรกิจสีเขียว โดยการกำหนดสถานะ "สีเหลือง" ให้แก่กลุ่มที่กำลังเปลี่ยนผ่าน เพื่อช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ตรงจุด ช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อการเปลี่ยนผ่านได้ง่ายขึ้น ด้าน คุณทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เผยทิศทางบวกจากยอดออกตราสารหนี้ ESG ที่ทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท พร้อมเตรียมบังคับรายงานข้อมูลคาร์บอน (Mandatory Disclosure) ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2571 เพื่อป้องกันปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) และยกระดับมาตรฐานไทยสู่ระดับสากล
เวทีสัมมนา NAC2026 ในครั้งนี้สรุปชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือทางรอดเดียวของเศรษฐกิจไทย โดยความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จากการบูรณาการนโยบายรัฐที่ยืดหยุ่น นวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อต่อการปรับตัวของทุกระดับชั้น เพื่อปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

