2026.08.28-27 ENTEC ร่วมเวที APEC Future of Smart Mobility ณ สาธารณรัฐเปรู เสริมความร่วมมือและขับเคลื่อนนวัตกรรมการคมนาคมอัจฉริยะระหว่างภูมิภาค

วันที่ 27-28 สิงหาคม 2569 ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู

ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ และ ดร.นุวงศ์ ชลคุป รักษาการรองผู้อำนวยการ เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ APEC Future of Smart Mobility Workshop ณ สาธารณรัฐเปรู ระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย และผู้แทนภาคอุตสาหกรรมจาก 12 เขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านระบบคมนาคมและการขนส่งอัจฉริยะสำหรับอนาคต

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจาก APEC Policy Partnership on Science, Technology and Innovation (PPSTI) โดย National Council for Science, Technology and Technological Innovation (CONCYTEC) เป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “Future of Smart Mobility: Driving Resource-Efficient Transportation with Cutting-Edge Technologies” มุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อพัฒนาระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในโอกาสนี้ ดร.สมบุญ ได้นำเสนอในประเด็น Future Direction โดยนำเสนอแนวทางการส่งเสริมและต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมภายใต้กรอบ APEC เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาระบบคมนาคมและการขนส่งอัจฉริยะในระดับภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างเขตเศรษฐกิจสมาชิก การเชื่อมโยงเครือข่ายการวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทาย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และระบบพลังงาน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ร่วมกันในระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ขณะที่ ดร.นุวงศ์ ได้นำเสนอหัวข้อ “Electric Vehicles, Batteries, and Critical Materials in Smart Mobility: Thailand Perspectives” ถ่ายทอดมุมมองและทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero-Emission Mobility Hub) ของภูมิภาค โดยได้นำเสนอนโยบาย 30@30 ของประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์คิดเป็นร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 พร้อมทั้งนำเสนอความก้าวหน้าของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าและการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศ

นอกจากนี้ ดร.นุวงศ์ ยังได้กล่าวถึงมาตรการส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ผ่านนโยบายสนับสนุนการผลิตในประเทศและข้อกำหนดที่มีผลในปี 2569 ซึ่งกำหนดให้มีการประกอบเซลล์แบตเตอรี่ โมดูลแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

การนำเสนอยังครอบคลุมประเด็นด้านการบริหารจัดการวัสดุวิกฤต (Critical Materials) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จแบบเร็ว และแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเน้นความก้าวหน้าของประเทศไทยในการพัฒนากฎระเบียบด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) และหลักการความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (Extended Producer Responsibility: EPR) รวมถึงความร่วมมือระหว่าง ENTEC และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจอาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ในการพัฒนา ASEAN EV Battery Passport ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับของแบตเตอรี่ และสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าแบตเตอรี่ที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ตลอดการประชุม คณะผู้แทน ENTEC ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองกับผู้แทนจาก ออสเตรเลีย ชิลี อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย เม็กซิโก เปรู ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และเวียดนาม ในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตการคมนาคมอัจฉริยะ อาทิ การคาดการณ์แนวโน้มเทคโนโลยี (Technology Foresight) ปัญญาประดิษฐ์สำหรับระบบการเดินทาง (AI in Mobility) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การสื่อสารระหว่างยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐาน (Vehicle-to-Everything: V2X) มาตรฐานแบตเตอรี่ และนโยบายสนับสนุนระบบคมนาคมแห่งอนาคต

การประชุมครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ ENTEC ถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองของประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอทิศทางการต่อยอดความร่วมมือในกรอบ APEC เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาระบบ Smart Mobility ในระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สะท้อนบทบาทของ ENTEC ในการขับเคลื่อนงานวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งที่ยั่งยืน เชื่อมโยง และชาญฉลาดยิ่งขึ้นในอนาคต